08 กุมภาพันธ์ 2553

ตลท. แจงเหตุหุ้นร่วงแรง


จัดทำโดย นางสาวชนิดา พรมพิชัย5102110046

ประธาน ตลท. เผย ดัชนีหุ้นไทยร่วงเช้านี้ จากน้ำมัน-ทองคำลงแรงช็อคตลาด เจอการเมืองภายในประเทศกดดันซ้ำ


นายสมพล เกียรติไพบูลย์ ประธานคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงมากในช่วงเช้าวันนี้มาจากปัจจัยภายนอกเป็นหลัก
ทั้งดัชนีหุ้นดาวโจน์ร่วงแรงกว่า 200 จุด รวมทั้งราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงไปกว่า 3.8 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และราคาทองคำที่ลงไปแรงถึง 49 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ทำให้เกิดภาวะช็อคตลาด อีกทั้งยังมีปัญหาการเมืองในประเทศกดดันอยู่ จึงทำให้ตลาดหุ้นช่วงนี้ยังผันผวน


สำหรับปัญหาการเมือง แม้จะมีประเด็นที่สร้างความกดดันต่อตลาดหุ้น แต่คิดว่ารัฐบาลคงจะสามารถแก้ไขปัญหาให้ผ่านพ้นไปได้ และผู้คนที่เกี่ยวข้องก็คงเห็นประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก การทะเลาะกันของนักการเมืองน่าจะยังมีให้เห็นการแสดงสัญญาณที่จะเอาชนะกัน ค่อนข้างรุนแรง แม้ว่าจะน่าเป็นห่วงแต่ก็เชื่อว่าจะไม่เกิดรุนแรงถึงขั้นเลือดตกยางออก ขณะที่กระแสการปฏิวัตินั้น นายสมพล เชื่อว่า ขณะนี้ไม่มีเหตุผลที่จะเกิดการปฏิวัติรัฐประหารขึ้น เพราะการปฏิวัติจะเกิดได้ ประชาชนต้องไม่ไว้วางใจในการทำงานของรัฐบาล นอกจากนั้น ยังมองว่าการปฏิวัติไม่ใช่การแก้ไขปัญหาของประเทศชาติ

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลควรจะให้ความสำคัญกับทุกประเด็นที่จะไม่ทำให้ความรู้สึกของผู้คนใน ด้านความเชื่อมั่นลดลงไปมากกว่านี้ นอกเหนือจากประเด็นที่เกิดขึ้นไปแล้วอย่างมาบตาพดุ หรือการปิดสนามบิน


นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลท.กล่าวว่า ตลาดหุ้นไท
ยวันนี้ได้รับผลกระทบจากหุ้นนิวยอร์กที่ดัชนีหุ้นดาวโจนส์ร่วงแรง ถึง 2.61% ถือว่าลงไปค่อนข้างมาก ในส่วนของตลาดหุ้นไทยก็ปรับลงตาม แต่ถือว่าไม่มาก และคาดว่าจะเห็นการปรับตัวลดลงของตลาดภูมิภาคเช่นกัน แต่ทั้งนี้หากพิจารณาจะพบว่าปัจจัยพื้นฐานของตลาดหุ้นไทยยังดี และยังไม่เปลี่ยนแปลงมาก ทั้งในแง่ของผลประกอบการและอัตราการจ่ายปันผล จึงเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยยังน่าจะขับเคลื่อนต่อไปได้

ส่วนกรณีที่สัดส่วนนักลงทุนต่างชาติลดลงไปในขณะนี้นั้น มีหลายปัจจัยโดยเฉพาะเศรษฐกิจของสหรัฐและยุโรปที่ยังมีปัญหาทำให้นักลงทุน ถอนเงินออกไป ถือเป็นเรื่องปกติ แต่คงต้องรอดูความชัดเจนของสภาพเศรษฐกิจประเทศต่าง ๆ ว่าจะมีรูปแบบอย่างไร ซึ่งตลท.ก็จะเน้นการทำโรดโชว์เพื่อดึงความสนใจนักลงทุนต่างชาติให้กลับเข้า มา โดยจะไปโรดโชว์ที่ญี่ปุ่นในช่วงกลางเดือน มี.ค.นี้

ทั้งนี้ ตลาดหุ้นไทย เปิดตลาดเช้าวันนี้ ร่วงทันที กว่า 10 จุด

ที่มาของข่าว www.thaihomeonline.com


คำถาม
  1. ประเด็นทางการเมือง ที่สร้างความกดดันต่อรัฐบาลของไทยอยู่ที่อะไร
  2. ดัชนีดาวโจน์ของหุ้นที่ตกฮวบ อยู่ที่กี่จุด และอะไรบ้าง
  3. สินค้าประเภท หรืออุตสาหกรรมของไทยชนิดใดบ้าง ทำให้มีผลต่อดัชนีหุ้นทุกวันนี้

27 มกราคม 2553

การจัดการตราสารทางการเงิน

จัดทำบทความโดย นางสาวชนิดา พรมพิชัย 5102110046

ธนาคารกรุงไทยตั้งเป้าขยายบริการที่ปรึกษาวางแผนการเงินส่วนบุคคลให้ครอบคลุมสาขาทั่วประเทศ ชี้ เน้นสร้างความมั่นคงทางการเงินให้ลูกค้า แนะลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่ความเสี่ยงยอมรับได้ ให้ผลตอบแทนดี รวมทั้งเหมาะกับความต้องการของแต่ละช่วงวัย นางกิตติยา โตธนะเกษม รองกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารสายงาน สายงานบริหารการเงิน บมจ.ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ธนาคารเตรียมขยายบริการที่ปรึกษาวางแผนการเงินส่วนบุคคลหรือบริการกรุงไทยธนบดีไปยังสาขาต่างๆทั่วประเทศ และจะร่วมกับบริษัทในเครือเดินสายจัดกิจกรรมให้ความรู้ด้านการเงินกับลูกค้าในจังหวัดต่างๆ ส่วนลูกค้าของสาขาที่อยู่ห่างไกลและต้องการคำปรึกษาทางการเงินที่ซับซ้อน สามารถใช้บริการผ่านระบบขายผลิตภัณฑ์ทางไกล “ในปีที่ผ่านมา ตราสารทางการเงินที่ลูกค้านิยมลงทุน ได้แก่ หุ้นกู้ของบริษัทเอกชนที่ธนาคารเป็นผู้แทนจำหน่าย กองทุนเปิดที่ลงทุนในประเทศเกาหลี รวมทั้งหุ้นกู้ด้อยสิทธิของธนาคาร ส่วนแนวโน้มพฤติกรรมการลงทุนในปีนี้จะคล้ายคลึงกับปีที่ผ่านมา โดยคาดว่าลูกค้ายังคงเลือกลงทุนในตราสารต่างๆ นอกเหนือไปจากการฝากเงิน โดยธนาคารจะแนะนำให้ลงทุนตามความเสี่ยงที่แต่ละคนรับได้ ไม่ว่าจะเป็น หุ้นกู้ พันธบัตรรัฐบาล กองทุนรวม ประกันชีวิต” นางกิตติยา โตธนะเกษม กล่าวต่อไปว่า กลุ่มเป้าหมายลูกค้าธนบดีธนกิจของธนาคารได้แก่ลูกค้าที่มีเงินออมตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งจุดแข็งของธนาคาร คือความใส่ใจเพื่อให้ลูกค้ามีความมั่นคงทางการเงิน โดยผลิตภัณฑ์ที่ธนาคารเสนอให้ลูกค้าลงทุน จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ธนาคารรับความเสี่ยงได้เช่นกัน รวมทั้งดูแลให้ลูกค้ากระจายการลงทุน ไม่ให้รับความเสี่ยงมากเกินไป นอกจากนี้จะเลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับความต้องการและ Life Style ของลูกค้าในแต่ละช่วงวัย โดยธนาคารไม่คิดค่าบริการในการแนะนำและช่วยจัด Port การลงทุน ทั้งนี้ ธนาคารแบ่งลูกค้าธนบดีธนกิจเป็น 4 กลุ่มตามช่วงอายุ ได้แก่ ช่วงอายุ 20-30 ปี ธนาคารแนะนำแบ่งเงินบางส่วนเพื่อลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงค่อนข้างสูง ช่วงอายุ 31-45 ปี ช่วงวัยกลางคน เน้นให้ลงทุนเพื่อสร้างความมั่นคง เช่น การประกันชีวิตและประกันสุขภาพ ช่วงอายุ 46-60 ปี วัยก่อนเกษียณ เป็นช่วงที่การงานมั่นคง แนะนำให้วางแผนเพื่อเตรียมความพร้อมทางการเงินก่อนเกษียณ รวมทั้งการลงทุนเพื่อประหยัดภาษี ช่วงอายุ 60 ปีขึ้นไป แนะนำลงทุนที่เน้นการประกันสุขภาพและลงทุนในตราสารที่มีสภาพคล่องสูง ความเสี่ยงต่ำ ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ เสมือนมีรายได้ประจำ

ที่มา : www.thaipr.net

คำถามท้ายเรื่อง
ข้อ 1 ข้อมูลเบื่องต้นเรื่องตราสารทางการเงินนี้นิยมลงทุนในประเภทใด

ข้อ 2 ลูกค้าในช่วงอายุกี่ปี ที่ทางธนาคารแนะนำลงทุนเน้นเรื่องของสุขภาพ

ข้อ 3 ธนาคารกรุงไทยเน้นในเรื่องการวางเป้าหมายระยะยาวเพื่อลูกค้าทุกวัยได้เสี่ยงที่จะลงทุน เป้าหมายคือ

20 มกราคม 2553

ครม.เศรษฐกิจ สั่ง ธปท.เทียบค่าเงินบาทกับประเทศคู่แข่ง

เรื่อง ครม.เศรษฐกิจ สั่ง ธปท.เทียบค่าเงินบาทกับประเทศคู่แข่ง

จัดทำโดย น.ส.มัลลิกา ทมถา เลขทะเบียน 5002110011

“ไตรรงค์” สั่ง ธปท.เทียบค่าเงินบาทกับคู่แข่ง พร้อมสั่งคลังทำข้อมูลรายการสินค้าที่จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้มาก เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์เชิงลึก เพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ...

เมื่อวันที่ 20 ม.ค. นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รายงานให้ที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจรับทราบถึงสถานการณ์ค่าเงินบาท ว่า ค่าเงินบาทของไทยแข็งค่าขึ้นหลุดกรอบ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ หรือแข็งค่าขึ้น 1.5% แต่เมื่อเทียบกับค่าเงินประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ ยังถือว่าอยู่ในระดับปานกลาง ยังไม่ค่อยหนักใจมาก โดยค่าเงินวอนของเกาหลีแข็งค่ามากสุด ส่วนเงินหยวนของจีนแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ซึ่ง ธปท.ยืนยันว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นยังไม่ส่งผลกระทบแต่อย่างใด พร้อมแจ้งที่ประชุมว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ได้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1.25% อีกทั้งยังรายงานว่าขณะนี้เศรษฐกิจโลกและไทยเริ่มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีเม็ดเงินไหลเข้า อัตราเงินเฟ้อในเดือนธ.ค.ดีขึ้น การบริโภคภายในประเทศดีขึ้น ส่วนใหญ่มาจากราคาน้ำมัน อย่างไรก็ตาม ธปท.จะติดตามการฟื้นตัวเศรษฐกิจทั้งของโลกและประเทศอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ กระทรวงการคลัง ยังได้รายงานว่า การประมาณการรายได้ตลอดปีงบประมาณ 2553 จะจัดเก็บรายได้จำนวน 1,542,650 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 192,650 ล้านบาท คิดเป็น 14.3% หรือ สูงกว่างบประมาณปี 2552 จำนวน 128,322 ล้านบาท (งบประมาณปี 2552 อยู่ที่ 1,414,328 ล้านบาท หรือคิดเป็น 9.1%) เนื่องจาก การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจส่งผลให้การจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นประกอบกับ ในเดือน พ.ค. 2552 รัฐบาลได้ปรับเพิ่มอัตราภาษีน้ำมัน สุรา เบียร์ และยาสูบ ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นอีกจำนวนหนึ่ง โดยในระหว่างการรายงานของกระทรวงการคลัง นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี ได้แจ้งว่า กระทรวงการคลัง ควรจะไปทำข้อมูลว่าสินค้ารายการใดที่จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้เพิ่มมากขึ้น เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์ประมวลผล และนำไปสู่การวางแผนการพัฒนาเศรษฐกิจต่อไปด้วยส่วนรายจ่ายคาดว่าปี 2553 รัฐบาลจะสามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้ 94% ของวงเงินงบประมาณ หรือคิดเป็นจำนวน 1,598,000 ล้านบาท เมื่อรวมกับการเบิกจ่ายงบประมาณปีก่อนๆ อีกจำนวน 158,000 ล้านบาท จะทำให้รัฐบาลมีรายจ่ายรวมทั้งสิ้น 1,756,000 ล้านบาท ต่ำกว่าปีก่อน 8.4% ส่งผลให้รัฐบาลขาดดุลงบประมาณจำนวน 213,350 ล้านบาท และขาดดุลเงินสด 213,350 ล้านบาท (ก่อนกู้ชดเชยการขาดดุล)

ทั้งนี้ การชดเชยการขาดดุลรัฐบาลจะกู้เงินทั้งสิ้น จำนวน 350,000 ล้านบาท ส่งผลให้ดุลเงินสดหลังกู้เกินดุล 136,650 ล้านบาท ดังนั้น เงินคงคลัง ณ สิ้นปีงบประมาณ 2553 เท่ากับ 430,485 ล้านบาท สูงกว่าเงินคงคลังเมื่อต้นปีงบประมาณที่มีทั้งสิ้นจำนวน 136,650 ล้านบาท ส่วนการจัดเก็บรายได้ ในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปีงบประมาณ 2553 ( ต.ค.- ธ.ค. 52 รัฐบาลมีรายได้สุทธิ 348,169 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการงบประมาณ 66,864 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 23.8 เป็นผลจากการบริโภคและนำเข้าฟื้นตัวต่อเนื่อง และการจัดเก็บภาษีของ 3 กรมหลักสูงกว่าที่ประมาณการไว้ ส่วนการเบิกจ่าย มีจำนวนทั้งสิ้น 451,175 ล้านบาท ส่งผลให้ดุลเงินงบประมาณขาดดุล 98,783 ล้านบาท และเมื่อรวมกับดุลเงินนอกงบประมาณที่ขาดดุล 76,310 ล้านบาท ทำให้ดุลการคลังของรัฐบาลขาดดุล 175,093 ล้านบาท

ที่มา http://www.thairath.co.th/

คำถาม

  1. ค่าเงินบาทของไทยแข็งค่าขึ้นเป็นกี่เปอร์เซ็น เมื่อเทียบกับค่าเงินของประเทศอื่น ๆ
  2. เมื่อเดือน พ.ค. ปี 2552 รัฐบาลได้ปรับเพิ่มอัตราภาษีอะไรขึ้นบ้าง
  3. เงินคงคลัง ณ สิ้นปีงบประมาณ 2553 มีจำนวน ประมาณเท่าใด

13 มกราคม 2553

คาดหุ้นไทยวันนี้ดิ่งตามดาวโจนส์

เรื่อง คาดหุ้นไทยวันนี้ดิ่งตามดาวโจนส์

จัดทำโดย น.ส.มัลลิกา ทมถา

นักวิเคราะห์ จับตาหุ้นไทยมีแนวโน้มปรับตัวลดลง ตามดัชนีต่างประเทศและภูมิภาค หลังจีนระบุว่าธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งของจีนจะต้องเพิ่มเงินฝากกันสำรองอีก 0.5% ...

เมื่อวันที่ 13 ม.ค. นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ คันทรี่ กรุ๊ป จำกัด ( มหาชน ) กล่าวถึงแนวโน้มดัชนีหุ้นไทยว่า มีแนวโน้มปรับตัวลดลงแต่ไม่มากนัก เนื่องจากได้รับผลกระทบจากหุ้นต่างประเทศและหุ้นในกลุ่มภูมิภาค หลังนักลงทุนกังวลว่ารัฐบาลสหรัฐฯ อาจมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากธนาคาร รวมถึงผลประกอบการที่น่าผิดหวังของ บริษัท อัลโค อิงค์ ผู้ประกอบการเหมืองแร่อะลูมิเนียมรายใหญ่

ปัจจัยต่างประเทศที่ส่งผลต่อตลาดหุ้นไทยในวันนี้ ยังรวมถึงการที่ธนาคารกลางของจีนระบุว่าธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งของจีนจะต้องเพิ่มเงินฝากกันสำรองอีก 0.5% โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 18 ม.ค.นี้ ซึ่งปัจจัยทั้งหมดนี้ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯปรับตัวลดลง รวมค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เริ่มแข็งค่าขึ้นด้วย

ส่วนราคาน้ำมันดิบตลาดไนเม็กซ์ ลดลง 1.73 ดอลลาร์สหรัฐ ไปปิดที่ 80.79 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้หลังปิดตลาด ดัชนีหุ้นดาวโจนส์ปิดที่ 10,627.26 จุด ลดลง 36.73 จุด ดัชนีนิกเกอิ ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปิดตลาดเช้าที่ระดับ 10,781.92 จุด ลดลง 97.22 จุด

นอกจากนี้นักลงทุนต้องจับตาตลาดหุ้นฮ่องกงและตลาดหุ้นจีนเป็นพิเศษ เนื่องจากจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากการที่จีนประกาศมาตรการดังกล่าวขึ้นมา

ส่วนกลยุทธ์แนะนำนักลงทุนในวันนี้ เน้นให้นักลงทุนชะลอการลงทุนไปก่อน โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มโภคภัณฑ์ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง เนื่องจากปัจจัยด้านราคาน้ำมันนั้นส่งผลกระทบโดยตรง จึงแนะนำว่าค่อยซื้อเมื่อราคาเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้น.



ที่มา http://www.norsorpor.com/ข่าว/n1849753

vvvvv
vvv
vv
v

คำถาม

1. ทำไมแนวโน้มดัชนีหุ้นไทยจึงมีการปรับลดตัวลง
2. ธนาคารกลางของจีนระบุว่าจะต้องเพิ่มเงินฝากกันสำรองเพิ่มขึ้นอีกเท่าไร เริ่มใช้เมื่อใด
3. ราคาน้ำมันดิบตลาดไนเม็กซ์ ลดลงเท่าไร

16 ธันวาคม 2552

แห่ยืดหนี้บัตรเครดิตแน่นขนัด แบงก์อิสลามรับ6พันคน/เดือน

จัดทำบทความโดย
นางสาวชลนิสา จงจิตร เลขทะเบียน 5002110021

เรื่อง แห่ยืดหนี้บัตรเครดิตแน่นขนัด แบงก์อิสลามรับ6พันคน/เดือน

ลูกหนี้บัตรรูดปรื๊ด-หนี้นอกระบบ แห่ซบธนาคารอิสลาม ยืดจ่ายหนี้ 10 ปี สูงสุด 2 แสนบาท

นายธีรศักดิ์ สุวรรณยศ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า
ที่ผ่านมาธนาคารปล่อยสินเชื่อรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิตวันละ 200 คน ประมาณเดือนละ 5,000-6,000 คน โดยธนาคารจะอนุมัติสัดส่วน 60% ของผู้มายื่นขอ ส่วนใหญ่เป็นหนี้บัตรเครดิตรายละ 2-3 แสนบาท แต่มีรายได้เดือนละ 2-3 หมื่นบาท

ทั้งนี้ ธนาคารจะจ่ายเงินตรงให้กับธนาคารที่ลูกค้าเป็นหนี้บัตรเครดิต และขยายเวลาการผ่อนชำระให้กับลูกค้าที่ต้องมาผ่อนกับธนาคารเป็น 5 ปี 7 ปี หรือ 10 ปี ขึ้นอยู่กับความสามารถ โดยเฉลี่ยอยู่ที่เดือนละ 4,000 บาท จากที่ต้องผ่อนกับธนาคารรทำให้มีปัญหาการชำระ

สำหรับการรับแก้ไขหนี้นอกระบบ ปรากฏว่าตั้งแต่เปิดรับลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2552 มีประชาชนมายื่นเรื่องที่ธนาคารจำนวน 2,000 คน โดยธนาคารได้รับเรื่องไว้และให้ลูกค้าไปลงทะเบียนกับธนาคารออมสิน หรือธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ตามที่รัฐบาลกำหนดไว้ เพื่อกลั่นกรองและส่งกลับมาที่ธนาคารอีกครั้ง ซึ่งทางธนาคารพร้อมที่จะดำเนินการ เนื่องจากมีความพร้อมในการปล่อยสินเชื่อตามนโยบายรัฐอยู่แล้ว

นายธีรศักดิ์ กล่าวว่า ปี 2551 ธนาคารมีสินเชื่อ 1.6 หมื่นล้านบาท และปี 2552 เพิ่มเป็น 5.3 หมื่นล้านบาท และปี 2553 สินเชื่อจะขยายเป็น 8.8 หมื่นล้านบาท เนื่องจากธนาคารจะได้เงินเพิ่มทุน 6,000 ล้านบาท ทำให้มีทุนเป็น 9,360 ล้านบาท โดยในปี 2553 ธนาคารจะมีสินทรัพย์ 1 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเท่าตัว

“จุดเด่นสินเชื่อของธนาคาร คือ การคิดเบี้ยปรับลูกค้าของธนาคารที่ผิดชำระเฉพาะในงวดที่ผิดนัดผ่อนชำระเท่านั้น ไม่ได้คิดค่าปรับเงินหนี้ทั้งก้อนเหมือนธนาคารพาณิชย์ ทำให้ที่ผ่านมาธนาคารเริ่มขยายสินเชื่อได้เพิ่มมากขึ้น” นายธีรศักดิ์ กล่าวว่า

สำหรับแผนการระดมทุนโดยการออกพันธบัตรอิสลาม หรือซูคุก ขณะนี้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) อยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับภาษี เพื่อให้การออกซูคุกทำได้ถูกต้อง คาดว่าภายในไตรมาส 2 ปีหน้า จะเริ่มระดมทุนในตะวันออกกลางได้ 5 หมื่นล้านบาท

ที่มา : http://www.posttoday.com/finance.php?id=80667

คำถามท้ายเรื่อง
ข้อ 1. ธนาคารที่รับลงทะเบียนหนี้นอกระบบ ได้แก่ธนาคารอะไร
ข้อ 2. ธนาคารมีจุดเด่นของสินเชื่ออย่างไร
ข้อ 3. แผนการระดมทุนในการออกพันธบัตรซูคุก จะมีขึ้นตอนไหน

09 ธันวาคม 2552

กรุงไทยเขย่าดอกเบี้ยฝาก 4%

จัดทำบทความโดย
นางสาวชลนิสา จงจิตร เลขทะเบียน 5002110021



เรื่อง กรุงไทยเขย่าดอกเบี้ยเงินฝาก 4%

กรุงไทยขย่มตลาดจัดงานแฟร์ จ่ายดอกเบี้ยเงินฝาก 3 เดือน สูงลิ่ว 4% มากกว่าพันธบัตร

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า เพื่อสมนาคุณลูกค้าและประชาชนที่ใช้บริการธนาคาร และกระตุ้นเศรษฐกิจ ธนาคารได้จัดงาน KTB Fair 2009 ระหว่างวันที่ 16-18 ธ.ค.นี้ โดยได้ออกเงินฝากประจำ 3 เดือน ให้อัตราดอกเบี้ย 4% กำหนดรับฝากขั้นต่ำ 5 หมื่นบาท สูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาท

ทั้งนี้ ประชาชนที่สนใจสามารถนำบัตรประชาชนไปใช้สิทธิฝากเงินได้ที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ และสาขาของธนาคารทั่วประเทศ 880 แห่ง ได้จนถึงวันที่ 25 ธ.ค.นี้

นอกจากนี้ ยังจัดสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยสำหรับข้าราชการ ดอกเบี้ยปีแรก 0% ฟรีค่าธรรมเนียมประเมิน หลักทรัพย์ นิติกรรมจำนอง ค่าจัดการเงินกู้ ลดราคาทรัพย์พร้อมขายลงสูงสุด 30% โปรแกรมพิเศษสำหรับการลงทุนใน RMF/LTF ให้คำปรึกษาโครงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ รวมทั้งมีสินค้าอุปโภคบริโภคราคา ลดพิเศษจากกลุ่มสหพัฒนพิบูล กลุ่มซีพี บ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียมจากกลุ่มอารียา พร็อพเพอร์ตี้ เปรมศิริ กฤษณา ็องเซลิเซ่ มั่นคงเคหะ และกลุ่มเค.ซี. พร็อพเพอร์ตี้

นายอนุชิต อนุชิตานุกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า เป็นกลยุทธ์ที่จ่ายตรงเข้ากระเป๋าลูกค้า แทนที่จะนำเงินไปลงทุนด้านการตลาดหรือโหมโฆษณาก็เพิ่มดอกเบี้ยให้ลูกค้าแทน ซึ่งได้ประโยชน์โดยตรง หวังว่าจะได้ฐานลูกค้าหน้าใหม่ซึ่งเป็นฐานสำคัญที่จะต่อยอดไปยังผลิตภัณฑ์อื่นๆ โดยคาดว่าจะได้ฐานลูกค้าอย่างน้อย 2-3 หมื่นราย สูงสุด 4-5 หมื่นราย วงเงินฝากราวๆ 2-3 หมื่นล้านบาท

นายอนุชิต กล่าวว่า ประชาชนที่ไม่สะดวกเดินทางไปร่วมงานกรุงไทยแฟร์ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถนนแจ้งวัฒนะ สามารถไปใช้บริการได้ที่สาขาสวนมะลิ สาขาถนนสุเทพ จ.เชียงใหม่ สาขาถนนสิงหวัฒน์ จ.พิษณุโลก สาขาสี่แยกสนามจันทร์ จ.นครปฐม สาขาศรีราชา จ.ชลบุรี สาขานครราชสีมา สาขาร้อยเอ็ด สาขาภูเก็ต และสาขาศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช

นายตรรก บุนนาค ผู้ช่วยกรรม การผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงศรี อยุธยา กล่าวว่า ดอกเบี้ย 4% สำหรับฝากประจำ 3 เดือน ถือเป็นอัตรา ที่สูงมาก เทียบเท่ากับอัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้ จึงนับเป็นเงินฝาก ที่น่าสนใจมาก ซึ่งจะสะเทือนตลาดเงินฝากของระบบแน่นอน และธนาคารคงนำผลิตภัณฑ์เงินฝาก ของกรุงไทยมาพิจารณาภายใน แต่อัตราขนาดนี้คงสู้ยาก

ขณะนี้ธนาคารกรุงศรีอยุธยาได้ เพิ่มดอกเบี้ยเงินฝากประจำที่ฝากทุกเดือน 0.5% ทั้งบัญชีเงินฝากประจำ 6 เดือน และ 24 เดือน โดยจะเปิดรับฝากตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 28 ก.พ. 2553
นายจงรัก บุญชยานุรักษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ดอกเบี้ยที่กรุงไทยให้ลูกค้าถือเป็นอัตราพิเศษ ไม่สามารถ เปรียบเทียบกับตลาด และสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปีที่จ่าย ผลตอบแทนแค่ 3.5%

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบ พบว่าเงินฝากประจำ 3 เดือน ดอกเบี้ย 4% ของธนาคารกรุงไทยนั้นสูงกว่าดอกเบี้ยปกติ 3.25-3.35% โดยปัจจุบันดอกเบี้ยฝากประจำ 3 เดือนในระบบอยู่ที่ 0.65-0.75% และดอกเบี้ยสูงสุดที่ธนาคารขนาดเล็กจ่าย 1.25%
ที่มา:http://www.posttoday.com
คำถามท้ายเรื่อง
ข้อ1.เงินฝากประจำ 3 เดือน ของธนาคาร KTB จะให้อัตราดอกเบี้ยและกำหนดให้ฝากเท่าไร
ข้อ2.ประชาชนที่ไม่สะดวกเดินทางไปร่วมงานกรุงไทยแฟร์ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถนนแจ้งวัฒนะ สามารถไปใช้บริการได้ที่ใดบ้าง
ข้อ3.ธนาคารกรุงศรีอยุธยาได้ เพิ่มดอกเบี้ยเงินฝากประจำเดือนแรก เงินฝากประจำ 6 เดือน และ 24 เดือน ไว้กี่เปอร์เซ็นต์ และอยู่ในระหว่างวันที่เท่าไร

02 ธันวาคม 2552

บลจ.ทหารไทยลุยออกบอนด์กิมจิชูผลตอบแทน1.55 % ต่อปี

จัดทำบทความโดย นางสาวทัศนีย์ ศรีชาย เลขทะเบียน 5002110018


เรื่อง บลจ.ทหารไทยลุยออกบอนด์กิมจิชูผลตอบแทน1.55 % ต่อปี


ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทหารไทย จำกัด เปิดเผยว่า ในขณะนี้ บริษัทฯ อยู่ระหว่างการเปิดขายกองทุนเปิดพันธบัตรเกาหลีใต้ รุ่น 48 ซึ่งมีอายุประมาณ 9 เดือน มูลค่าโครงการ 1,500 ล้านบาท ให้ผลตอบแทนการลงทุนภายหลังหักค่าใช้จ่าย ประมาณ 1.55 % ต่อปี โดยจะเปิดขายไปจนถึงวันที่ 8 ธ.ค. นี้ ด้วยมูลค่าจองซื้อขั้นต่ำเพียง 2,000 บาท

ดร.สมจินต์กล่าวว่า แม้จะมีข่าวกรณีดูไบเวิลด์ที่ประกาศเลื่อนการชำระหนี้ แต่ก็เชื่อว่าไม่ได้ส่งผลกระทบต่อระบบตลาดการเงินและตลาดทุนของไทยโดยรวมนักลงทุนยังให้ความเชื่อมั่น โดยในส่วนของบริษัทฯ ยังคงนโยบายให้ความสำคัญกับการเสนอทางเลือกลงทุนในตราสารหนี้ที่มีคุณภาพความเสี่ยงต่ำ เช่นกองทุนพันธบัตรเกาหลีใต้ที่เปิดขายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกองทุนดังกล่าวมีนโยบายการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล หรือหน่วยงานภาครัฐประเทศเกาหลีใต้ ที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับ A+/ F1 จากสถาบัน Fitch Rating นอกจากนี้ยังมีการแปลงเงินลงทุนในต่างประเทศเป็นเงินบาทเต็มจำนวนจึงไม่มีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

ที่มา : http://www.stockwave.in.th/hot-news/4042-news-031209.html (3 ธันวาคม 2552)

คำถามท้ายเรื่อง

ข้อ1. บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทหารไทย จำกัด อยู่ระหว่างการเปิดขายกองทุนเปิดพันธบัตรอะไร รุ่นไหน มีอายุเท่าไหร่
ข้อ2. บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทหารไทย จำกัด ให้ผลตอบแทนการลงทุนหลังหักค่าใช้จ่ายแล้วประมาณกี่เปอร์เซ็นต์
ข้อ3. หน่วยงานภาครัฐประเทศเกาหลีใต้ ที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับ ที่เท่าไหร่ และจากสถาบันอะไร