27 มกราคม 2553

การจัดการตราสารทางการเงิน

จัดทำบทความโดย นางสาวชนิดา พรมพิชัย 5102110046

ธนาคารกรุงไทยตั้งเป้าขยายบริการที่ปรึกษาวางแผนการเงินส่วนบุคคลให้ครอบคลุมสาขาทั่วประเทศ ชี้ เน้นสร้างความมั่นคงทางการเงินให้ลูกค้า แนะลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่ความเสี่ยงยอมรับได้ ให้ผลตอบแทนดี รวมทั้งเหมาะกับความต้องการของแต่ละช่วงวัย นางกิตติยา โตธนะเกษม รองกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารสายงาน สายงานบริหารการเงิน บมจ.ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ธนาคารเตรียมขยายบริการที่ปรึกษาวางแผนการเงินส่วนบุคคลหรือบริการกรุงไทยธนบดีไปยังสาขาต่างๆทั่วประเทศ และจะร่วมกับบริษัทในเครือเดินสายจัดกิจกรรมให้ความรู้ด้านการเงินกับลูกค้าในจังหวัดต่างๆ ส่วนลูกค้าของสาขาที่อยู่ห่างไกลและต้องการคำปรึกษาทางการเงินที่ซับซ้อน สามารถใช้บริการผ่านระบบขายผลิตภัณฑ์ทางไกล “ในปีที่ผ่านมา ตราสารทางการเงินที่ลูกค้านิยมลงทุน ได้แก่ หุ้นกู้ของบริษัทเอกชนที่ธนาคารเป็นผู้แทนจำหน่าย กองทุนเปิดที่ลงทุนในประเทศเกาหลี รวมทั้งหุ้นกู้ด้อยสิทธิของธนาคาร ส่วนแนวโน้มพฤติกรรมการลงทุนในปีนี้จะคล้ายคลึงกับปีที่ผ่านมา โดยคาดว่าลูกค้ายังคงเลือกลงทุนในตราสารต่างๆ นอกเหนือไปจากการฝากเงิน โดยธนาคารจะแนะนำให้ลงทุนตามความเสี่ยงที่แต่ละคนรับได้ ไม่ว่าจะเป็น หุ้นกู้ พันธบัตรรัฐบาล กองทุนรวม ประกันชีวิต” นางกิตติยา โตธนะเกษม กล่าวต่อไปว่า กลุ่มเป้าหมายลูกค้าธนบดีธนกิจของธนาคารได้แก่ลูกค้าที่มีเงินออมตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งจุดแข็งของธนาคาร คือความใส่ใจเพื่อให้ลูกค้ามีความมั่นคงทางการเงิน โดยผลิตภัณฑ์ที่ธนาคารเสนอให้ลูกค้าลงทุน จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ธนาคารรับความเสี่ยงได้เช่นกัน รวมทั้งดูแลให้ลูกค้ากระจายการลงทุน ไม่ให้รับความเสี่ยงมากเกินไป นอกจากนี้จะเลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับความต้องการและ Life Style ของลูกค้าในแต่ละช่วงวัย โดยธนาคารไม่คิดค่าบริการในการแนะนำและช่วยจัด Port การลงทุน ทั้งนี้ ธนาคารแบ่งลูกค้าธนบดีธนกิจเป็น 4 กลุ่มตามช่วงอายุ ได้แก่ ช่วงอายุ 20-30 ปี ธนาคารแนะนำแบ่งเงินบางส่วนเพื่อลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงค่อนข้างสูง ช่วงอายุ 31-45 ปี ช่วงวัยกลางคน เน้นให้ลงทุนเพื่อสร้างความมั่นคง เช่น การประกันชีวิตและประกันสุขภาพ ช่วงอายุ 46-60 ปี วัยก่อนเกษียณ เป็นช่วงที่การงานมั่นคง แนะนำให้วางแผนเพื่อเตรียมความพร้อมทางการเงินก่อนเกษียณ รวมทั้งการลงทุนเพื่อประหยัดภาษี ช่วงอายุ 60 ปีขึ้นไป แนะนำลงทุนที่เน้นการประกันสุขภาพและลงทุนในตราสารที่มีสภาพคล่องสูง ความเสี่ยงต่ำ ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ เสมือนมีรายได้ประจำ

ที่มา : www.thaipr.net

คำถามท้ายเรื่อง
ข้อ 1 ข้อมูลเบื่องต้นเรื่องตราสารทางการเงินนี้นิยมลงทุนในประเภทใด

ข้อ 2 ลูกค้าในช่วงอายุกี่ปี ที่ทางธนาคารแนะนำลงทุนเน้นเรื่องของสุขภาพ

ข้อ 3 ธนาคารกรุงไทยเน้นในเรื่องการวางเป้าหมายระยะยาวเพื่อลูกค้าทุกวัยได้เสี่ยงที่จะลงทุน เป้าหมายคือ

20 มกราคม 2553

ครม.เศรษฐกิจ สั่ง ธปท.เทียบค่าเงินบาทกับประเทศคู่แข่ง

เรื่อง ครม.เศรษฐกิจ สั่ง ธปท.เทียบค่าเงินบาทกับประเทศคู่แข่ง

จัดทำโดย น.ส.มัลลิกา ทมถา เลขทะเบียน 5002110011

“ไตรรงค์” สั่ง ธปท.เทียบค่าเงินบาทกับคู่แข่ง พร้อมสั่งคลังทำข้อมูลรายการสินค้าที่จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้มาก เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์เชิงลึก เพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ...

เมื่อวันที่ 20 ม.ค. นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รายงานให้ที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจรับทราบถึงสถานการณ์ค่าเงินบาท ว่า ค่าเงินบาทของไทยแข็งค่าขึ้นหลุดกรอบ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ หรือแข็งค่าขึ้น 1.5% แต่เมื่อเทียบกับค่าเงินประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ ยังถือว่าอยู่ในระดับปานกลาง ยังไม่ค่อยหนักใจมาก โดยค่าเงินวอนของเกาหลีแข็งค่ามากสุด ส่วนเงินหยวนของจีนแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ซึ่ง ธปท.ยืนยันว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นยังไม่ส่งผลกระทบแต่อย่างใด พร้อมแจ้งที่ประชุมว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ได้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1.25% อีกทั้งยังรายงานว่าขณะนี้เศรษฐกิจโลกและไทยเริ่มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีเม็ดเงินไหลเข้า อัตราเงินเฟ้อในเดือนธ.ค.ดีขึ้น การบริโภคภายในประเทศดีขึ้น ส่วนใหญ่มาจากราคาน้ำมัน อย่างไรก็ตาม ธปท.จะติดตามการฟื้นตัวเศรษฐกิจทั้งของโลกและประเทศอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ กระทรวงการคลัง ยังได้รายงานว่า การประมาณการรายได้ตลอดปีงบประมาณ 2553 จะจัดเก็บรายได้จำนวน 1,542,650 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 192,650 ล้านบาท คิดเป็น 14.3% หรือ สูงกว่างบประมาณปี 2552 จำนวน 128,322 ล้านบาท (งบประมาณปี 2552 อยู่ที่ 1,414,328 ล้านบาท หรือคิดเป็น 9.1%) เนื่องจาก การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจส่งผลให้การจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นประกอบกับ ในเดือน พ.ค. 2552 รัฐบาลได้ปรับเพิ่มอัตราภาษีน้ำมัน สุรา เบียร์ และยาสูบ ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นอีกจำนวนหนึ่ง โดยในระหว่างการรายงานของกระทรวงการคลัง นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี ได้แจ้งว่า กระทรวงการคลัง ควรจะไปทำข้อมูลว่าสินค้ารายการใดที่จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้เพิ่มมากขึ้น เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์ประมวลผล และนำไปสู่การวางแผนการพัฒนาเศรษฐกิจต่อไปด้วยส่วนรายจ่ายคาดว่าปี 2553 รัฐบาลจะสามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้ 94% ของวงเงินงบประมาณ หรือคิดเป็นจำนวน 1,598,000 ล้านบาท เมื่อรวมกับการเบิกจ่ายงบประมาณปีก่อนๆ อีกจำนวน 158,000 ล้านบาท จะทำให้รัฐบาลมีรายจ่ายรวมทั้งสิ้น 1,756,000 ล้านบาท ต่ำกว่าปีก่อน 8.4% ส่งผลให้รัฐบาลขาดดุลงบประมาณจำนวน 213,350 ล้านบาท และขาดดุลเงินสด 213,350 ล้านบาท (ก่อนกู้ชดเชยการขาดดุล)

ทั้งนี้ การชดเชยการขาดดุลรัฐบาลจะกู้เงินทั้งสิ้น จำนวน 350,000 ล้านบาท ส่งผลให้ดุลเงินสดหลังกู้เกินดุล 136,650 ล้านบาท ดังนั้น เงินคงคลัง ณ สิ้นปีงบประมาณ 2553 เท่ากับ 430,485 ล้านบาท สูงกว่าเงินคงคลังเมื่อต้นปีงบประมาณที่มีทั้งสิ้นจำนวน 136,650 ล้านบาท ส่วนการจัดเก็บรายได้ ในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปีงบประมาณ 2553 ( ต.ค.- ธ.ค. 52 รัฐบาลมีรายได้สุทธิ 348,169 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการงบประมาณ 66,864 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 23.8 เป็นผลจากการบริโภคและนำเข้าฟื้นตัวต่อเนื่อง และการจัดเก็บภาษีของ 3 กรมหลักสูงกว่าที่ประมาณการไว้ ส่วนการเบิกจ่าย มีจำนวนทั้งสิ้น 451,175 ล้านบาท ส่งผลให้ดุลเงินงบประมาณขาดดุล 98,783 ล้านบาท และเมื่อรวมกับดุลเงินนอกงบประมาณที่ขาดดุล 76,310 ล้านบาท ทำให้ดุลการคลังของรัฐบาลขาดดุล 175,093 ล้านบาท

ที่มา http://www.thairath.co.th/

คำถาม

  1. ค่าเงินบาทของไทยแข็งค่าขึ้นเป็นกี่เปอร์เซ็น เมื่อเทียบกับค่าเงินของประเทศอื่น ๆ
  2. เมื่อเดือน พ.ค. ปี 2552 รัฐบาลได้ปรับเพิ่มอัตราภาษีอะไรขึ้นบ้าง
  3. เงินคงคลัง ณ สิ้นปีงบประมาณ 2553 มีจำนวน ประมาณเท่าใด

13 มกราคม 2553

คาดหุ้นไทยวันนี้ดิ่งตามดาวโจนส์

เรื่อง คาดหุ้นไทยวันนี้ดิ่งตามดาวโจนส์

จัดทำโดย น.ส.มัลลิกา ทมถา

นักวิเคราะห์ จับตาหุ้นไทยมีแนวโน้มปรับตัวลดลง ตามดัชนีต่างประเทศและภูมิภาค หลังจีนระบุว่าธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งของจีนจะต้องเพิ่มเงินฝากกันสำรองอีก 0.5% ...

เมื่อวันที่ 13 ม.ค. นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ คันทรี่ กรุ๊ป จำกัด ( มหาชน ) กล่าวถึงแนวโน้มดัชนีหุ้นไทยว่า มีแนวโน้มปรับตัวลดลงแต่ไม่มากนัก เนื่องจากได้รับผลกระทบจากหุ้นต่างประเทศและหุ้นในกลุ่มภูมิภาค หลังนักลงทุนกังวลว่ารัฐบาลสหรัฐฯ อาจมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากธนาคาร รวมถึงผลประกอบการที่น่าผิดหวังของ บริษัท อัลโค อิงค์ ผู้ประกอบการเหมืองแร่อะลูมิเนียมรายใหญ่

ปัจจัยต่างประเทศที่ส่งผลต่อตลาดหุ้นไทยในวันนี้ ยังรวมถึงการที่ธนาคารกลางของจีนระบุว่าธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งของจีนจะต้องเพิ่มเงินฝากกันสำรองอีก 0.5% โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 18 ม.ค.นี้ ซึ่งปัจจัยทั้งหมดนี้ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯปรับตัวลดลง รวมค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เริ่มแข็งค่าขึ้นด้วย

ส่วนราคาน้ำมันดิบตลาดไนเม็กซ์ ลดลง 1.73 ดอลลาร์สหรัฐ ไปปิดที่ 80.79 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้หลังปิดตลาด ดัชนีหุ้นดาวโจนส์ปิดที่ 10,627.26 จุด ลดลง 36.73 จุด ดัชนีนิกเกอิ ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปิดตลาดเช้าที่ระดับ 10,781.92 จุด ลดลง 97.22 จุด

นอกจากนี้นักลงทุนต้องจับตาตลาดหุ้นฮ่องกงและตลาดหุ้นจีนเป็นพิเศษ เนื่องจากจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากการที่จีนประกาศมาตรการดังกล่าวขึ้นมา

ส่วนกลยุทธ์แนะนำนักลงทุนในวันนี้ เน้นให้นักลงทุนชะลอการลงทุนไปก่อน โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มโภคภัณฑ์ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง เนื่องจากปัจจัยด้านราคาน้ำมันนั้นส่งผลกระทบโดยตรง จึงแนะนำว่าค่อยซื้อเมื่อราคาเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้น.



ที่มา http://www.norsorpor.com/ข่าว/n1849753

vvvvv
vvv
vv
v

คำถาม

1. ทำไมแนวโน้มดัชนีหุ้นไทยจึงมีการปรับลดตัวลง
2. ธนาคารกลางของจีนระบุว่าจะต้องเพิ่มเงินฝากกันสำรองเพิ่มขึ้นอีกเท่าไร เริ่มใช้เมื่อใด
3. ราคาน้ำมันดิบตลาดไนเม็กซ์ ลดลงเท่าไร